บันทึกอนุทินครั้งที่11
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)
ในสัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก
และการโต้วาทีในข้อหัว ส่งลูกเรียนที่บ้านหรือโรงเรียนอันไหนดีกว่ากัน
อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อร่างกายของมนุษย์ นับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาเมื่อเริ่มมีชีวิต ทารกจะได้รับอาหารผ่านทางสายรก และใช้ในการเจริญเติบโตตลอดมา อาหารที่เรากินเข้าไปจะส่งผลต่อร่างกายของเรา เช่น เรากินอาหารที่มีคุณค่าประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล ผัก ผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะพอควร เราก็จะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างกระฉับกระเฉงมีพลังที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้หลักของโภชนาการได้จัดแบ่งอาหาร
ออกเป็นหมู่ได้ 5 หมู่ ได้แก่
หมู่ที่1 เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ
หมู่ที่2 ข้าว หัวเผือก หัวมัน แป้ง น้ำตาล ให้พลังงานความอบอุ่น
หมู่ที่3 ผักใบเขียวและพืชผักต่างๆ ให้วิตามิน เกลือแร่และเส้นใย
หมู่ที่4 ผลไม้ต่างๆ ให้วิตามินและเกลือแร่
หมู่ที่5 ไขมัน น้ำมันจากพืชและสัตว์ ให้พลังงานและความอบอุ่น
อาหารสำหรับวัยทารก (แรกเกิด- 1 ปี)
- อายุ 4 เดือน ระยะเริ่มแรกให้อาหารเสริมนอกจากกินนมแม่แล้ว ให้ข้าวบดผสมกับน้ำแกงจืดเล็กน้อยเพื่อให้กลืนง่าย ประมาณ 1 ช้อนก่อน ผสมไข่แดงต้มสุกประมาณ 1 ใน 4 ฟอง ปนน้ำแกงจืดที่ใส่ผักต่าง ๆ ให้สลับกับกล้วยน้ำว้าสุกงอม
- อายุ 5 เดือน เด็กยังกินนมแม่ ควรเพิ่มโปรตีนจากปลาโดยใช้เนื้อปลาสุกบดละเอียดผสมน้ำแกงจืดจากผักเพื่อหัดให้ทารกรู้จักกินปลาที่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี มีลักษณะอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย
- อายุ 6 เดือน กินนมแม่ ให้อาหารแทนนท 1 มื้อ โดยเริ่มกินข้าวบดผสมเนื้อปลาหรือไข่ต้ม สุกบด ใส่น้ำแกงจืด ผสมผัก ตับบด และกินผลไม้สุกบดละเอียดตามฤดูกาลเพื่อให้ได้วิตามินเพิ่มขึ้น
- อายุ 7 เดือน ยังกินนมแม่ ในระยะนี้เด็กจะเริ่มมีฟันขึ้น กระเพาะอาหารสามารถสร้างน้ำย่อยได้แล้ว ทารกจะเกิดความรู้สึกอยากอาหารและกินอาหารได้มากขึ้น นอกจากให้ข้าวบดผสมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ บดแล้ว เริ่มเพิ่มตับบดโดยใส่ผสมกับผักสุกบดกับน้ำแกงจืด สลับกับไข่ 1 ฟอง และผลไม้สุกบด ควรให้อาหารชนิดใหม่ ๆ ที่มีลักษณะข้นขึ้นและหยาบมากขึ้น
- อายุ 8-10 เดือน ให้กินนมแม่และให้อาหารแทนนมแม่ได้ 2 มื้อ โดยให้อาหารสลับกันในปริมาณที่มากขึ้น
- อายุ 10-12 เดือน ทารกจะมีพัฒนาการในการใช้มือมากขึ้น ควรให้ฝึกหยิบจับอาหารใส่ปากเอง โดยแม่หรือผู้ดูแลเด็กคอยช่วยเหลือ โดยหาอาหารที่ไม่แข็ง ไม่เหนียวหรือมีขนาดใหญ่เกินไป ให้ถือกินเองบ้าง ประเภทผัก ผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท มันต้ม แตงกวา มะละกอ มะม่วงสุก
ข้อควรคำนึงในการให้อาหารแก่เด็กทารก
1. อย่าให้อาหารอื่นใดนอกจากนมแม่ในระยะ 4 เดือนแรก เพราะจำทำให้เด็กทารกรับประโยชน์จากน้ำนมแม่ไม่เต็มที่ และอาจทำให้น้ำนมแม่ลดลงเนื่องจากการดูดกระตุ้นจากลูกน้อยลง
2. เพื่อเป็นการหัดให้เด็กคุ้นเคย ควรเริ่มให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ตามที่แนะนำไว้
3. เริ่มให้อาหารทีละอย่าง ทีละน้อย ๆ เช่น 1 ช้อนชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนตามแต่ชนิดของอาหารโดยให้กินก่อนกินนมมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นจำ แล้วให้นมตามจนอิ่ม ใน 6 เดือนแรก ควรให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ โดยเพิ่มทีละน้อย ๆ จนมากพอ และกลายเป็นอาหารหลักได้ 1 มื้อ เมื่ออายุ 6 เดือน
4. อาหารทุกชนิดควรใช้ช้อนเล็ก ๆ ป้อน เพราะต้องการหัดให้เด็กรู้จักกินอาหารจากช้อน
5. ควรทิ้งระยะในการที่จะเริ่มอาหารใหม่แต่ละชนิด เพื่อดูการยอมรับของเด็กทารก และเพื่อสังเกตดูว่าทารกแพ้อาหารหรือไม่ เช่น มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ถ้าเด็กไม่กินเพราะไม่คุ้นเคยหรือไม่ชอบควรงดไว้ก่อนชั่วคราว แล้วลองให้ใหม่อีกใน 3-4 วันต่อมา จนเด็กทารกยอมกิน
โต้วาที
สำหรับการโต้วาทีมีภาพประกอบให้ได้ชมทุกคนสนุกสนาน เฮฮามีเสียงหัวเราะ ทั้งได้ความรู้ โดยการแบ่งกลุ่มดังนี้ เลขคู่จะได้เป็นฝ่ายค้านซึ่งเป็นฝ่ายที่ศึกษาอยู่ที่บ้าน ส่วนเลขคี่จะเป็นฝ่ายนำเสนอซึ่งเป็นฝ่ายที่ศึกษษอยู่ที่โรงเรียน
และนี้คือกลุ่มของพวกดิฉัน ตอนนั้นมีการวางแผนที่จะไปนำเสนอ ลำดับการเรียงคนพูดใครจะไปเป็นหัวหน้าในการพูดก่อนพูดหลัง
ภาพนี้เป็นการโต้วาทีกันระหว่าง บ้านกับโรงเรียน ทุกคนหัวเราะชอบใจในการโต้วาที่ของเพื่อน และสุดท้ายก็มีการสรุปจากอาจารย์ในทางที่บ้านก็มีดีในขณะที่พ่อแม่หลายๆคนมีเวลาที่จะดูแลลูกของตนเอง แต่พ่อแม่บางคนยังไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลลูกของตนเองดังนั้นจึงส่งลูกตนเองไปเรียนที่โรงเรียน ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนที่ใดก็มีความรู้กันทั้งนั้นค่ะ