วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่12

บันทึกอนุทินครั้งที่12
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)
ในสัปดาห์นี้ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วเรื่องอาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก
และนำเสนอแผ่นผับที่เกี่ยวกับอาหารสำหรับเด็ก

หลักการจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย

ผู้เลี้ยงดูเด็ก ควรคำนึง หลักการจัดเตรียมอาหารที่จะสามารถให้ประโยชน์แก่ เด็กได้อย่างเต็มที่ โดยใช้งบประมาณที่เหมาะสมการจัดการที่สอด คล้องกับสภาพพื้นที่โดยยึดหลักดังนี้
 1. การจัดอาหารที่มีประโยชน์
2. เป็นอาหารที่มีคุณค่า
3. การจัดอาหารที่ประหยัด

อาหารที่มีประโยชน์ หมายถึง อาหารที่เมื่อเด็กบริโภคเข้าไปแล้วอาหารนั้นจะถูกย่อยและได้ สารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกายดูดซึมผ่านเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ซึ่งกำลังเจริญเติบ โต เช่น ส่วนสูงเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งบำรุงกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอต่างจากอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งหมายถึง อาหารที่มีสารอาหารอยู่ น้อยหรือไม่มีลายหรือมีสารอาหารอยู่บ้างแต่มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว เช่น อาหารที่ให้แป้งและน้ำตาลแต่เพียงเดียวทั้งชนิด ที่ราคาแพงและราคาถูก

การจัดรายการอาหารและการจัดอาหารสำหรับเด็ก

 สถาน คือ อาหารหลัก 1 มื้อ และอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มในตอนเช้าและบ่ายอีก 2 มื้อ รวมเป็น 3 มื้อ อาจแยกได้ ดังนี้
1. อาหารหลัก เป็นอาหารที่คุณค่าทางโภชนาการในการเสริมสร้างความเจริญเติบโต มีคุณค่าทางอาหารมาก เพื่อความสะดวก ของผู้เลี้ยงดูเด็ก ควรจัดเป็นรูปแบบอาหารจานเดียวที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งคุณค่าทางโภชนาการและเด็กสะดวกในการกินอาหารจานเดียว หมายถึง อาหารที่ปรุงสำเร็จใส่มาในจานเดียวกินได้โดยไม่ต้องมีอาหารอื่น เป็นการประหยัดเวลาและแรงงาน กำหนดคุณค่าทางอาหารได้ชัดเจน เช่น ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวทั้งน้ำและแห้ง ผัดมักกะโรนี ผัดไทย ซึ่งต้องมีอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เนื้อสัตว์ ผัก เด็กจะกินได้สะดวก ข้อดีของอาหารหลักประเภทอาหารจานเดียว คือ ไม่ต้องเสียเวลาประกอบอาหารมาก

2. อาหารว่าง 
เป็นอาหารที่มิใช่อาหารคาวหรืออาหารหวาน แต่เมื่อเด็กกินแล้วจะอิ่ม ใช้สำหรับเสริมให้แก่เด็กก่อนกินอาหารกลางวันเวลา 10.00 น. เพราะเด็กบางคนอาจกินอาหารเข้ามาน้อยหรือไม่ได้กินเลย และก่อนกลับบ้านเวลา 14.00 น. เพื่อเสริมหากเด็กกินข้าวเที่ยงน้อยหรือมิให้ท้องว่างเกินไปก่อนกินอาหารเย็น ควรเป็นอาหารที่เตรียมง่าย หาได้ในท้องถิ่น เช่นชาละเปา ข้าวต้มมัด ฟักทอง นึ่ง ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู แซนวิชง่าย ๆ หลักการจัดอาหารว่างเสริมให้แก่เด็ก จะต้องจัดอาหารที่ให้แคลอรีและโปรตีน



3. อาหารหวาน เป็นอาหารที่สามารถเสริมคุณค่าของอาหารหลักได้ จะมีรสชาติหวานน้อยไปจนหวานมาก ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรเลือกอาหารที่ให้ความหวานแต่เพียงอย่างเดียว ควรเลือกขนมหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย เช่น ของหวานระหว่างขนมวุ้นใส่น้ำเชื่อมกับขนมถั่วแดงน้ำเชื่อม ควรเลือกถั่วแดงที่จะให้คุณค่ามากกว่า โดยอาจใส่สีแดงหรือนมสดในถั่วแดงเป็นถั่วแดงเย็น เพื่อเปลี่ยนรสชาติของเด็ก





นำเสนอแผ่นพับที่เกี่ยวกับอาหารสำหรับเด็ก




แผ่นพับเรื่อง ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก 6-12 เดือน 
ผลไม้สามารถทำให้ลูกน้อยรู้จักการ เรียนรู้รสหวานจากน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับพัฒนาการของลูก โดย ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก 6-12 เดือน มีดังนี้
o    กล้วย เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายของเด็ก ช่วยแก้อาการท้องผูก เมื่อเด็กได้รับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าสุกเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เด็กไม่มีอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยอาหารอยู่มาก จึงช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก  มีโพแทสเซียมและคุณค่าทางอาหารสูง  
o    ส้ม ผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ป้องกันไข้หวัด และยังมีวิตามินซี ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันด้วย และภาวะความเป็นกรดที่ช่วยให้การย่อยโปรตีนจากนมดีขึ้น ซึ่งส้มก็มีหลากหลายสายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมให้เด็กๆรับประทานและดีต่อระบบขับถ่ายของเขาก็คือ พันธุ์ส้มเขียวหวาน   
o    มะม่วงสุก มีเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงสายตา มีแอนติออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ด้วย
o    อะโวคาโด มีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม มีวิตามินอี และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจ แต่คุณแม่ควรจำกัดปริมาณ ไม่ควรให้ลูกกินมากเกินไป เพราะอโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีไขมันสูง
o    มะละกอ  เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร ไม่ว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อได้รับประทานมะละกอแล้วจะทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างปกติ และสบายท้อง หมดปัญหาเรื่องอาการแน่นท้อง ท้องผูก
o    แตงโม เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะจึงสามารถช่วยแก้กระหาย ดับร้อนได้ เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน เด็กๆมักจะชอบรับประทาน ที่สำคัญดีต่อระบบขับถ่ายของเด็กอีกด้วย นอกจากนี้แตงโมยังมีสรรพคุณในการช่วยล้างทำความสะอาดไตในวัยผู้ใหญ่ด้วย
o    แอปเปิ้ล  เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เพราะมีสารเพคตินเป็นไฟเบอร์ที่สำคัญในระบบย่อยอาหาร ซึ่งสามารถช่วยในการขับถ่าย มีประโยชน์ต่อลำไส้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและท้องเสีย อีกทั้งยังมีวิตามิน A, B1, B2, B6, คลอไรด์ เหล็ก แคลเซียม และโซเดียม 


บันทึกอนุทินครั้งที่11

บันทึกอนุทินครั้งที่11
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)



ในสัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก
และการโต้วาทีในข้อหัว ส่งลูกเรียนที่บ้านหรือโรงเรียนอันไหนดีกว่ากัน


อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อร่างกายของมนุษย์ นับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาเมื่อเริ่มมีชีวิต ทารกจะได้รับอาหารผ่านทางสายรก และใช้ในการเจริญเติบโตตลอดมา  อาหารที่เรากินเข้าไปจะส่งผลต่อร่างกายของเรา เช่น เรากินอาหารที่มีคุณค่าประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล ผัก ผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะพอควร เราก็จะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างกระฉับกระเฉงมีพลังที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้ลักของโภชนาการได้จัดแบ่งอาหาร

ออกเป็นหมู่ได้ 5 หมู่ ได้แก่
หมู่ที่1 เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ

หมู่ที่2 ข้าว หัวเผือก หัวมัน แป้ง น้ำตาล ให้พลังงานความอบอุ่น
หมู่ที่3 ผักใบเขียวและพืชผักต่างๆ ให้วิตามิน เกลือแร่และเส้นใย
หมู่ที่4 ผลไม้ต่างๆ ให้วิตามินและเกลือแร่
หมู่ที่5 ไขมัน น้ำมันจากพืชและสัตว์ ให้พลังงานและความอบอุ่น


อาหารสำหรับวัยทารก (แรกเกิด- 1 ปี)
 - อายุ 4 เดือน ระยะเริ่มแรกให้อาหารเสริมนอกจากกินนมแม่แล้ว ให้ข้าวบดผสมกับน้ำแกงจืดเล็กน้อยเพื่อให้กลืนง่าย ประมาณ 1 ช้อนก่อน ผสมไข่แดงต้มสุกประมาณ 1 ใน 4 ฟอง ปนน้ำแกงจืดที่ใส่ผักต่าง ๆ ให้สลับกับกล้วยน้ำว้าสุกงอม
- อายุ 5 เดือน เด็กยังกินนมแม่ ควรเพิ่มโปรตีนจากปลาโดยใช้เนื้อปลาสุกบดละเอียดผสมน้ำแกงจืดจากผักเพื่อหัดให้ทารกรู้จักกินปลาที่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี มีลักษณะอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย

                                     

- อายุ 6 เดือน กินนมแม่ ให้อาหารแทนนท 1 มื้อ โดยเริ่มกินข้าวบดผสมเนื้อปลาหรือไข่ต้ม สุกบด ใส่น้ำแกงจืด ผสมผัก ตับบด และกินผลไม้สุกบดละเอียดตามฤดูกาลเพื่อให้ได้วิตามินเพิ่มขึ้น
- อายุ 7 เดือน ยังกินนมแม่ ในระยะนี้เด็กจะเริ่มมีฟันขึ้น กระเพาะอาหารสามารถสร้างน้ำย่อยได้แล้ว ทารกจะเกิดความรู้สึกอยากอาหารและกินอาหารได้มากขึ้น นอกจากให้ข้าวบดผสมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ บดแล้ว เริ่มเพิ่มตับบดโดยใส่ผสมกับผักสุกบดกับน้ำแกงจืด สลับกับไข่ 1 ฟอง และผลไม้สุกบด ควรให้อาหารชนิดใหม่ ๆ ที่มีลักษณะข้นขึ้นและหยาบมากขึ้น
- อายุ 8-10 เดือน ให้กินนมแม่และให้อาหารแทนนมแม่ได้ 2 มื้อ โดยให้อาหารสลับกันในปริมาณที่มากขึ้น
- อายุ 10-12 เดือน ทารกจะมีพัฒนาการในการใช้มือมากขึ้น ควรให้ฝึกหยิบจับอาหารใส่ปากเอง โดยแม่หรือผู้ดูแลเด็กคอยช่วยเหลือ โดยหาอาหารที่ไม่แข็ง ไม่เหนียวหรือมีขนาดใหญ่เกินไป ให้ถือกินเองบ้าง ประเภทผัก ผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท มันต้ม แตงกวา มะละกอ มะม่วงสุก




ข้อควรคำนึงในการให้อาหารแก่เด็กทารก
 1. อย่าให้อาหารอื่นใดนอกจากนมแม่ในระยะ 4 เดือนแรก เพราะจำทำให้เด็กทารกรับประโยชน์จากน้ำนมแม่ไม่เต็มที่ และอาจทำให้น้ำนมแม่ลดลงเนื่องจากการดูดกระตุ้นจากลูกน้อยลง 
2. เพื่อเป็นการหัดให้เด็กคุ้นเคย ควรเริ่มให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ตามที่แนะนำไว้ 
3. เริ่มให้อาหารทีละอย่าง ทีละน้อย ๆ เช่น 1 ช้อนชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนตามแต่ชนิดของอาหารโดยให้กินก่อนกินนมมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นจำ แล้วให้นมตามจนอิ่ม ใน 6 เดือนแรก ควรให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ โดยเพิ่มทีละน้อย ๆ จนมากพอ และกลายเป็นอาหารหลักได้ 1 มื้อ เมื่ออายุ 6 เดือน 
4. อาหารทุกชนิดควรใช้ช้อนเล็ก ๆ ป้อน เพราะต้องการหัดให้เด็กรู้จักกินอาหารจากช้อน 
5. ควรทิ้งระยะในการที่จะเริ่มอาหารใหม่แต่ละชนิด เพื่อดูการยอมรับของเด็กทารก และเพื่อสังเกตดูว่าทารกแพ้อาหารหรือไม่ เช่น มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ถ้าเด็กไม่กินเพราะไม่คุ้นเคยหรือไม่ชอบควรงดไว้ก่อนชั่วคราว แล้วลองให้ใหม่อีกใน 3-4 วันต่อมา จนเด็กทารกยอมกิน

โต้วาที


สำหรับการโต้วาทีมีภาพประกอบให้ได้ชมทุกคนสนุกสนาน เฮฮามีเสียงหัวเราะ ทั้งได้ความรู้ โดยการแบ่งกลุ่มดังนี้ เลขคู่จะได้เป็นฝ่ายค้านซึ่งเป็นฝ่ายที่ศึกษาอยู่ที่บ้าน ส่วนเลขคี่จะเป็นฝ่ายนำเสนอซึ่งเป็นฝ่ายที่ศึกษษอยู่ที่โรงเรียน



และนี้คือกลุ่มของพวกดิฉัน ตอนนั้นมีการวางแผนที่จะไปนำเสนอ ลำดับการเรียงคนพูดใครจะไปเป็นหัวหน้าในการพูดก่อนพูดหลัง



ภาพนี้เป็นการโต้วาทีกันระหว่าง บ้านกับโรงเรียน ทุกคนหัวเราะชอบใจในการโต้วาที่ของเพื่อน และสุดท้ายก็มีการสรุปจากอาจารย์ในทางที่บ้านก็มีดีในขณะที่พ่อแม่หลายๆคนมีเวลาที่จะดูแลลูกของตนเอง แต่พ่อแม่บางคนยังไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลลูกของตนเองดังนั้นจึงส่งลูกตนเองไปเรียนที่โรงเรียน ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนที่ใดก็มีความรู้กันทั้งนั้นค่ะ




วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่10

บันทึกอนุทินครั้งที่10
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)


สัปดาห์นี้เป็นการนำเสนอคลิปวิดิโอที่ไปสัมภาทษณ์อาจารย์ที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยา

ชมบรรยสกาศ ด้วยการที่วิดิโอไม่ค่อยมีความพร้อมเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยได้ยินเสียงชัดเท่าไหร่ 




บรรยากาศในห้องก็อาจจะมืดนิดหน่อยเพราะว่าปิดไฟหมดเพื่อที่จะได้มองเห็นวิดิโอที่ชัดเจนค่ะ


บันทึกอนุทินครั้งที่9

บันทึกอนุทินครั้งที่9
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)

สัปดาห์นี้ไม่มีการเรียนการสอนแต่อาจารย์ให้ไปสัมภาทษณ์คุณครูที่โรงเรียนต่างๆตามที่นักศึกษาได้เลือกไว้
ส่วนกลุ่มของดิฉันไปที่ โรงเรียนถนอมพิศวิทยา

อุปสรรคในการไปครั้งนี้ ซึ่งโรงเรียนนี้อยู่เส้นทางลาดพร้อาวเป็นเส้นทางที่รถติดมากในขณะนั้น พอไปถึง เรากับเพื่อนสองคนก็ได้เข้าไปในโรงเเรียน ไปถาม รปภ ว่ามีคุณครูอนุบาลอยู่รึเปล่า พี่รปภ ก็เลยบอกว่าเข้าไปเลย มีคุณครูอยู่ในนั้น พอเข้าไปก็มีคุณครูที่เลี้ยงเด็กอยู่ในนั้น ถามว่ามารับใครกลับบ้านคะ ฉันและเพื่อนอีกคนก็ขำ เลยบอกพี่เขาไปว่าพวกหนูมาจาก ม.จันเกษมค่ะ มาสัมภาทษณ์คุณครูในโรงเรียนนี้ พี่เขาก็บอกให้เดินตรงไปในห้องอาจารย์ใหญ่เลยค่ะ ก็เดินไปตามที่พี่เขาบอก ก็เจอ อาจารย์รุ่งฟ้าที่เป็นศิษย์เก่า ม.จันเกษม ก็นัดแนะกันว่าจะไปสัมภาทษณืกันอย่างไร เพื่อนเลยยื่นเอกสารคำร้องขอให้อาจารย์รุ่งฟ้า มีอยู่ 5 คำถาม

พอถามเสร็จอัคคลิปวิดิโอเสร็จก็เป็นการเสร็จสิ้น และต้องนำกลับไปนำเสนออาจารย์บาสในสัปดาห์หน้าค่ะ



บันทึกอนุทินครั้งที่8

บันทึกอนุทินครั้งที่8
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)


การเรียนในสัปดาห์นี้เป็นการเล่าบทความสู่เพื่อนฟังที่หน้าชั้นเรียน

บทความเรื่อง อาหารสำหรับเด็กปฐมวัย

1. ควรจัดอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม และมีการเตรียมที่สะอาดปลอดภัย ควรเน้นกรรมวิธีผ่านความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคจนแน่ใจว่าสะอาด ผักสดและผลไม้ต้องล้างให้สะอาด เนื้อสัตว์ต้องปรุงสุกเสมอ การเตรียมอาหารไม่ควรนานเกิน       2 ชั่วโมงก่อนให้เด็กรับประทาน อาหารที่ปรุงเสร็จหรือล้างสะอาดแล้ว ควรเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดป้องกันแมลงและฝุ่นต่างๆ
2. ควรให้ร่างกายได้รับไขมันที่พอเหมาะ คือประมาณร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด ในเด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับน้ำมันพืชและไขมันจากสัตว์ และนม และควรเลือกใช้น้ำมันที่ให้กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันจากปลาทะเล เด็กวัย 1-3 ปี รับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง


3. ควรให้เด็กรับประทานน้ำตาลแต่พอควร การรับประทานน้ำตาลทรายที่ใส่ในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มมากเกินไปจะทำให้เกิดโทษ เช่น ฟันผุ และยังเป็นสาเหตุให้มีการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเบาหวานในอนาคต ควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตประเภทธัญพืช ซึ่งเมื่อย่อยแล้วจะให้น้ำตาล ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้และยังได้รับสารอาหารชนิดอื่นเพิ่มเติมด้วย
4. ควรให้เด็กรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ อาหารที่ให้ใยอาหารเป็นส่วนของพืชที่ร่างกายย่อยไม่ได้ จึงเหลือเป็นกากอยู่ในลำไส้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ กระตุ้นการขับถ่ายของร่างกายให้สม่ำเสมอ มีการศึกษาพบว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่สารพิษสัมผัสกับผนังลำไส้เป็นเวลานาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้โป่งพอง ริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งบางชนิด โรคไขมันสูงในเลือดเมื่อเติบใหญ่ ผักที่มีประโยชน์สูง ได้แก่ผักที่มีสีเขียวสด เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักคะน้า ฯลฯ ผักสีแดง สีเหลือง สีแสด เช่น มะเขือเทศสุก ฟักทอง  เป็นต้น ในวันหนึ่งๆ ควรได้รับผักอย่างน้อย 1-2 ชนิด
5. ควรให้เด็กรับประทานอาหารรสธรรมชาติ งดเว้นอาหารรสจัดทุกชนิด ควรลดการใช้เกลือและอาหารที่มีโซเดียมสูง เพราะอาหารรสเค็มจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว อาหารหมักดองอื่นๆ รวมถึงเครื่องดื่มบางชนิดที่มีโซเดียมสูงด้วย
6. ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีส่วนป้องกันโรคมะเร็ง ได้แก่ การเพิ่มผักและผลไม้ให้มากขึ้น ละเว้นอาหารที่ไหม้เกรียมอาหารที่มีความชื้นจนเกิดเชื้อรา จำกัดปริมาณไขมันโดยเฉพาะที่มาจากสัตว์ และไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว ควรหลีกเลี่ยงอาหารใส่สีและสารเคมี
7. ควรให้เด็กรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และสะดวกแก่การรับประทาน เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ กระเพาะอาหารยังมีขนาดเล็ก การจัดอาหารให้เด็กจึงควรมีความพอเหมาะ เด็กที่เล็กมากควรแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น ขนาดของอาหารควรหั่นเป็นชิ้นเล็กที่สะดวกในการตักและเคี้ยว นอกจากนี้เด็กในวัยนี้ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องปริมาณของอาหารที่เหมาะสม บางวันอาจรับประทานได้มาก บางวันอาจรับประทานได้น้อย หากเด็กรับประทานอาหารน้อยผู้จัดอาหารไม่ควรวิตกกังวลมาก

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่7

บันทึกอนุทินครั้งที่7
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)


สัปดาห์นี้อาจารย์สอนเกี่ยวกับการปลูกฝัง คุณะรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย

ความหมายของคำว่า จริยธรรมไว้ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้
จริยธรรม คือ หลักแห่งการประพฤติ ปฏิบัติที่ดี ที่เหมาะที่ควร
จริยธรรม คือ หลักคำสอนที่ว่าด้วยแนวทางการประพฤติที่เป็นหลักการและเป็นที่ยอมรับนับถือ


                                                   
 แนวคิดของนักทฤษฎี





โคลเบอร์ก เป็นนักจิตวิทยาที่อธิบายถึงจริยธรรมของคนที่พัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
ขั้นตอนที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง (Punishment and obedience oreintation) เด็กวัยนี้จะประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ความถูก ผิด ตัดสินโดยพิจารณาผล ถ้าถูกลงโทษถือว่าทำไม่ดี
ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังรางวัลส่วนตัว(Personal reward Oreintation) เด็กจะนำความต้องการของตนมากำหนดสิ่งที่ถูกและผิด ถ้าหากปฏิบัติสิ่งใดแล้วได้รางวัลก็จะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นการชมเชยและให้รางวัลเมื่อเด็กทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงเป็นวิธีสอนจริยธรรม

สกินเนอร์ (Skinner) นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นผู้เสนอทฤษฎีที่มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของคนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลจากการแสดงพฤติกรรมนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสถานการณ์เดิม ถ้าเกิดขึ้นอีกจะเรียกผลพฤติกรรมนั้นว่า การเสริมแรงทางบวก แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกเรียกผลของพฤติกรรมนั้นว่า การลงโทษ การอธิบายถึงการเรียนรู้ด้านจริยธรรมผ่านกระบวนการเสริมแรงและการลงโทษ หากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดีแล้วได้รับการชมเชย ยกย่อง คือ เด็กจะแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก แต่หากแสดงพฤติกรรมใดแล้วถูกลงโทษ เด็กจะระงับหรือหยุดการกระทำนั้นๆ

แบนดูรา (Bandura) นักจิตวิทยาสังคม อธิบายว่า พฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนในสังคมเกิดจากการเรียนรู้ โดยการสังเกตจากตัวแบบ ทั้งตัวแบบในชีวิตจริง หรือตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์สำหรับกระบวนการในการพัฒนาการเรียนรู้พฤติกรรมจริยธรรมตามแนวคิดนี้มี  4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 กระบวนการตั้งใจ เป็นการที่เด็กได้เห็นตัวแบบที่น่าสนใจ ดังนั้นตัวแบบจึงต้องแสดงพฤติกรรมจริยธรรมที่ชัดเจนไม่ซับซ้อนและเมื่อเด็กสนใจแสดงพฤติกรรมที่ดีจะต้องมีการเสริมแรง เพื่อให้เด็กเกิดพฤติกรรมซ้ำ
ขั้นตอนที่ 2 กระบวนการเก็บจำ เมื่อเด็กสังเกตเห็นตัวแบบแสดงพฤติกรรมที่ดี และได้รับการยกย่องชมเชย และได้เห็นตัวแบบแสดงพฤติกรรมบ่อย ๆ เด็กเกิดความสนใจต้องการแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับตัวแบบ เด็กจะหาวิธีเก็บและจดจำข้อมูลการแสดงพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสถานการณ์
ขั้นตอนที่ 3 กระบวนการกระทำ เมื่อเด็กจดจำข้อมูลได้และเก็บไว้ในความคิดเมื่อเผชิญสถานการณ์ เด็กจะนำข้อมูลมาแสดงเป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมของตัวแบบ เพื่อให้ได้ผลเหมือนตัวแบบ
ขั้นตอนที่ 4 กระบวนการจูงใจ เมื่อเด็กสังเกตตัวแบบและจดจำข้อมูลไว้ และเมื่อเผชิญสถานการณ์ ถ้าหากมีการจูงใจและเด็กคาดว่าจะได้รับการเสริมแรง เด็กจะแสดงพฤติกรรมออกมา ดังนั้นถ้าหากเด็กแสดงพฤติกรรมดี จึงควรได้รับผลในลักษณะการเสริมแรงเหมือนตัวแบบได้รับ การจูงใจจึงเป็นสิ่งสนับสนุนให้เด็กแสดงพฤติกรรมจริยธรรม


1. .ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อดทนไม่ท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค
       2. ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ
       3. ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรง ไม่เอนเอียง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ
       4. มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม
       5.สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ
       6. สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมอง ทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใส เป็นที่เจริญตา ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
       7. สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้อง การ เกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบ
       8. มีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์
       มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ให้ความสนใจในความต้องการ



สอบกลางภาค


วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2562
เวลาเรียน11:30-14:30 น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)



สัปดาห์เป็นการสปดาห์แห่งการสอบกลางภาค